Posted on Thursday 25 January 2007
สวัสดีครับ กว่าจะมีเวลามาเขียนต่อ ต้องออกตัวก่อนเลยว่างานยุ่งมากจริงๆครับ เลยไม่มีเวลามาอับเดทเลย อ่ะอย่ามาทักนะว่าใส่หินแล้วงานดี อันนั้นเป็นส่วนประกอบครับ งานจะดีแปลว่าผมต้องขยันทำงานเป็นอันดับแรกก่อนจริงมั๊ยครับ ใส่หินเก่าโบราณสุดๆแต่ไม่ทำงานซะอย่าง งานก็คงไม่มีวันดีไปได้ใช่มั๊ยครับ วันนี้มาเล่าเรื่องที่มีเขียนอยู่ในหลายๆเวปแล้วเหมือนกัน แต่เผื่อคุณๆยังไม่ได้อ่านกัน ดูรูปแล้วเหมือนเก่าดีนะครับแบบนี้ แต่ก่อนผมก็ซื้อจังเลยแบบนี้ วันนี้
เราไม่พูดเรื่องเนื้อหินแตกๆกันละนะครับ เพราะพูดไปเยอะแล้ว วันนี้เรามาดูเรื่องจุดๆที่มันเลอะๆเหมือนเก่าๆนี่ดีกว่าน่าสนุกดีออก จากรูปคงเห็นจุดสีน้ำตาลแดงๆนะครับ จุดนี้เป็นจุดนึงทีพ่อค้าแม่ค้าทั้งหลายเค้าใช้ทำมาหากินกันโดยบอกเราว่าเป็นของเก่าเป็นคราบสนิมเหล็กอะไรก็แล้วแต่สุดแต่จะพูดกันไป ให้มันดูว่าเก่าอย่างโน้นอย่างนี้ แล้วก็เรียกราคาแพงๆ ผมโดนมากับตัวแล้วเรื่องนี้ จุดแดงๆนี้เค้าเรียกกันว่า Cinnabar dot ที่พบเห็นกันในหินทิเบตก็เรียกกันว่ามีจุดแดงหรือจุดดำ เพราะที่ผมเคยเห็นมามีสองสี ทีนี้เรามาลองดู Cinnabar ของหินทิเบตที่เราพบเห็นกันนะครับ จะเป็นลักษณะนี้ จะเห็นว่าต่างจากจุดแดง
ของรูปด้านบนนะครับ ซึ่งท่านผู้รู้ก็ได้บอกไว้อีกว่าจุดแดงๆพวกนี้เกิดจากเนื้อหินด้านในเลยแล้วค่อยๆโผล่ขึ้นมาทางด้านบน และจากที่ศึกษาอ่านมาก็ได้ความโดยประมาณว่าเค้าใช้จุดแดงพวกนี้ดูเป็นส่วนประกอบในเรื่องความเก่าของหิน และส่วนใหญ่ก็จะบอกว่าใช้ดูแค่นั้นโดยไม่ได้หมายความว่าหินที่มีจุดแดงเนี่ยจะขลังมากขึ้นหรือมีพลังมากขึ้นหรือว่ามีจุดแดงนี่แล้วจะปกป้องคุ้มครองมากขึ้นหรือให้โชคลาภมากขึ้นแต่อย่างใด แต่ทีนี้คนเราเองอีกแหละที่หาเรื่องกันเองจากที่ผมดูๆมาหินทิเบตที่มีจุดแดงและเป็นหินที่ทำขึ้นมาใหม่นี่แหละครับจะมีราคามากกว่าหินที่ไม่มีจุดแดงประมาณสามเท่าตัว อันนี้เราพูดกันในกรณีหินที่ทำโดยใช้เนื้อหินเหมือนหินทิเบตโบราณนะครับ ส่วนหินทิเบตเก่า
ส่วนใหญ่ก็มักจะพบจุดแดงอยู่เสมอแต่เม็ดที่ไม่มีจุดแดงเลยก็มี คุณเจ้าของร้านที่ขายผมอยู่บ่อยๆบางทีแกยังบอกผมอย่าซื้อเลยซื้อแบบไม่มีจุดแดงไปใส่ก่อนเหอะ ซื้อได้ตั้งหลายเม็ดผมก็เชื่อเค้า แล้วก็มีเรื่องแปลกเหมือนกันว่าลูกค้าเค้าบางรายซื้อหินที่ไม่มีจุดแดงไปใส่ไปใส่มาก็เกิดจุดแดงขึ้นมาเอง ซึ่งตอนแรกผมก็ไม่เชื่อแต่พอมาถึงวันนี้เม็ดของผมเม็ดเล็กที่ใส่อยู่ก็เริ่มปรากฎจุดแดงขึ้นมาบ้างเล็กน้อยแล้วซึ่งคาดว่าต่อไปไม่นานก็คงจะชัดเจนขึ้น ตอนนี้เลยไม่อยากซื้อหินจุดแดงแล้วล่ะครับ คิดแล้วว่าเดี๋ยวมันก็คงขึ้นเองซื้อเม็ดไม่แพงมาเก็บๆดีกว่า พอมาถึงตอนนี้ก็เริ่มเกิดความสงสัยอีกแล้วว่าแล้วจุดแดงมันเกิดได้ยังไงกันแน่หว่า ก็อุตส่าห์ไปหามาว่าตกลง cinnabar เนี่ยคืออะไร ลองดูความหมายนะครับตามที่ wikipedia เค้าว่าไว้เค้าบอกไว้แบบนี้ขอยกมาเลยแล้วกันนะครับ Cinnabar is generally found in a massive, granular or earthy form and is bright scarlet to brick-red in color. It occasionally occurs, however, in crystals with a non-metallic adamantine luster. Cinnabar has a rombohedral bravais lattice, and belongs to the hexagonal crystal system, trigonal division. Its crystals grow usually in a massive habit, though they are sometimes twinned. The twinning in cinnabar is distinctive and forms a penetration twin that is ridged with six ridges surrounding the point of a pyramid. It could be thought of as two scalahedral crystals grown together with one crystal going the opposite way of the other crystal. The hardness of cinnabar is 2 - 2.5, and its specific gravity 8.998.
Cinnabar resembles quartz in its symmetry and certain of its optical characteristics. Like quartz, it exhibits birefringence. It has the highest refractive power of any mineral. Its mean index for sodium light is 3.02, whereas the index for diamond—a substance of remarkable refraction— is 2.42 and that for GaAs is 3.93. See List of indices of refraction.
ถ้าจะให้สรุปแบบง่ายๆเลยก็เป็นพวกปรอทเพราะจากตารางธาตุถ้าเอามาเทียบก็จะเป็นแบบนั้น พออ่านไปอ่านมาผมเลยสรุปเอาเองว่าจุดแดงที่เกิดขึ้นในหินทิเบตจริงๆนั้นคงไม่ใช่ cinnabar แบบนี้เป็นแน่แท้ ผมคาดว่าคงใช้การที่มีลักษณะเห็นเป็นจุดสีแดงเหมือนกับ Cinnabar ที่เกิดขึ้นบนหินตามธรรมชาติ เหมือนรูปด้านซ้ายนี่แหละครับ เลยเรียกตามกันว่า cinnabar เสียมากกว่า เพราะปรอทคงไม่เกิดกันง่ายๆจากการสวมใส่เป็นแน่ หรือถ้าเกิดเป็นปรอทจริงผมคนนึงคงจะไม่ใส่เป็นแน่เพราะกลัวสารปรอทจะทำอันตรายกับผิวหนังผมเสียก่อน แต่ข้อเท็จจริงจะเป็นประการใดคงต้องหารายละเอียดกันมาประกอบกันอีกทีนะครับ
ท่านที่ซื้อหินที่ทำจากจีนเนื้อหินแปลกๆแล้วก็มีลายเลอะๆ ขอให้ลองดูรูปที่ผมลงไว้นิดนึงนะครับเป็นข้อเตือนใจว่าแบบนั้นจริงๆแล้วเค้าอาศัยการทำสีเอานะครับ ไม่เหมือนจุดแดงที่เกิดขึ้นบนหินจริงๆ อย่าไปหลงเชื่อพ่อค้าแม่ค้ากันล่ะครับ ผมได้เดินดูตามร้านหินอยู่บ้างก็ยังเจอหินทิเบตที่ทำใหม่จากจีนชนิดที่แกะนูนๆ เป็นลายเก้าตาเจออยู่ร้านนึงราคาตั้งไว้หมื่นสองเห็นราคาแล้วกลุ้มใจจริงๆ ไม่รู้จะตั้งราคาอะไรกันขนาดนั้น คนซื้อถ้ารู้ว่าถูกหลอกคงกลุ้มใจตายเลย สงสารคนเงินเดือนน้อยๆโดนหลอกที่เค้าคงแย่เลย ยังเห็นในทีวีมีร้านนึงมาออกรายการแต่ละเม็ดดูในทีวียังเห็นเลยว่าเป็นหินใหม่ คนขายรู้สึกจะเป็นคนใต้หวันมั๊งดูรายการอยู่วันนั้นเค้าก็ขายเก่งนะครับพูดไปได้เรื่อยๆเลยลายโน้นลายนี้หินใหม่ก็บอกหินเก่าอย่างโน้นอย่างนี้ไปได้เรื่อยๆ ใส่แล้วเปลี่ยนสีได้อะไรประมาณนี้ ก็จะไม่เปลี่ยนได้ไงของวางไว้เฉยๆกับของเอามาใช้ก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงสิ เอามาใส่โดนน้ำโดนเหงื่อโดนโน่นโดนนี้เยอะแยะไปหมด ใส่คอเช้ามาก็ฉีดน้ำหอมก็ไม่รู้จะไปทำปฎิกริยาอะไรกันรึเปล่า ใส่ข้อมือเดี๋ยวก็ล้างมือล้างหน้าสบู่ล้างมือน้ำยาล้างจานอะไรก็มีผลได้ทั้งนั้นแหละ ฟังแล้วเป็นเทคนิคทางการค้าเสียมากกว่าครับ
เมื่อไม่นานมานี้ได้มีโอกาสอ่านบทความของผู้ที่มีความเข้าใจถึงเรื่องหินทิเบต หรือ dzi นี่แหละ ท่านได้กรุณาโพสข้อความไว้ซึ่งดีมากๆ แต่ขอยกมาแค่นิดนึงซึ่งผมชอบมาก ท่านได้บอกไว้ประมาณว่าลายของหิน dzi ล้วนแล้วแต่เป็นลายที่หมายถึงหลักธรรมทั้งนั้นไม่ได้มีส่วนใดหรือลายใดที่จะแสดงถึงอิทธิปาฎิหาริย์ใดๆทั้งสิ้น พออ่านบรรทัดนี้ผมคิดไปถึงคำพูดแม่ผมขึ้นมาในใจเลย แม่ผมเคยเห็นผมบ้าซื้อลูกปัดอยู่ในตอนแรกๆสมัยที่ยังโดนหลอกอยู่ แม่เคยพูดกับผมว่าคนทางตะวันออกยังงมงายกับเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรืออิทธิฤทธิ์ กันอยู่มาก จนทำให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ซึ่งแสดงไปถึงศาสนากลายเป็นการค้าเชิงพาณิชย์ ทำการค้าทำกำไรได้มหาศาล แม่บอกว่าลองดูโลกทางฝั่งตะวันตกสิ ยกตัวอย่างง่ายๆ ลองดูไม้กางเขนซึ่งแสดงถึงพระเยซูเจ้า เคยเห็นมั๊ยว่ามีไม้กางเขนรุ่นหนึ่งรุ่นสอง ทำมาแล้วพันปีมาขายในราคาแพงๆมีมั๊ย หรือมีไม้กางเขนทำมาจากไม้ที่ตรึงพระเยซูเลยมีมั๊ย ลองไปดูที่โบสถ์ไม้กางเขนราคาก็ประมาณร้อยกว่าบาททั้งๆที่นำเข้ามาจากกรุงโรม คนทางฝั่งตะวันตกที่ศรัทธาในพระของเค้าๆก็ใช้การศรัทธา ไปซื้อไม้กางเขนมาก็ให้บาทหลวงเสกก็จบ มีค่าเท่ากันหมด เมื่อเอามาคิดๆดูก็ให้ข้อคิดที่ดี ถ้าเรายังหาซื้อลูกปัด dzi โดยใช้ความเชื่อเรื่องโชคลาภหรือหวังว่าใส่แล้วลูกปัดจะช่วยโน่นช่วยนี่ให้โชคลาภไปเรื่อยๆ และไปเจอร้านที่ขายของโดยอาศัยอภินิหาร เช่น มักจะบอกว่าลูกค้าพึ่งซื้อไปโทรมาบอกว่าถูกหวยหรืออะไรก็ตามแต่ ก็เหมือนกับเราเอาสิ่งศักดิ์สิทธ์ที่สูงค่ามาคลุกต่ำลงกับการละโมภในโชคลาภที่เราหวังลมๆแล้งๆกันอยู่หรือเปล่า และคงเสียเงินกันมากมายมหาศาลเพื่อที่จะรู้ทีหลังว่าโดนหลอกกันเปล่าๆ ในบรรดาร้านค้าที่ผมเคยเดินดูมาไม่เคยปรากฎว่ามีร้านใดเคยเล่ากับผมว่าคนใส่ลูกปัดประสบเคราะห์ร้ายหรืออย่างใดลองคิดดูว่าลูกปัดที่วางขายกันเกลือนกลาดคนที่ใส่จะมีแต่โชคดีหมดเลยหรือผมพึ่งเสียเพื่อนสนิทไปคนนึงเมื่อก่อนปีใหม่ไม่กี่วันด้วยอุบัติเหตุรถชนซึ่งเพื่อนผมคนนั้นก็ใส่ dzi อยู่ เพราะฉนั้นผมว่าเป็นการเล่าแต่เรื่องดีต่างหากหาเหตุเพื่อการขายกันมากกว่า ก็เหมือนหลักการขายทั่วไปพูดแต่สิ่งที่ดีของสินค้าตัวเองข้อเสียพูดให้น้อยที่สุดหรือไม่พูดอะไรเลยจะเป็นการดี อยากให้เพื่อนๆพี่ๆลองตระหนักถึงตรงนี้สักนิดก่อนที่คิดจะซื้อลูกปัดซักเม็ดครับ ตอนนี้การซื้อ dzi ผมก็เริ่มเปลี่ยนไปจากที่ซื้อเป็นบ้าเป็นหลังก็กลายมาเป็นค่อยๆเลือกซื้อเพื่อเก็บไว้ดูหรือใส่ติดตัว แต่ความคิดที่เคยคิดว่าจะหวังว่าใส่แล้วจะเกิดโชคลาภหรืออะไรก็แล้วแต่ก็เริ่มลดน้อยลง ทุกวันนี้พยายามทำงานให้มากขึ้นเพื่อที่จะได้มีเงินเหลือไปซื้อลูกปัดมาสะสมมากว่าครับ ขอตัวไปนอนละนะครับไว้จะมาเขียนให้อ่านกันใหม่ จะพยายามหาเวลาให้มากกว่านี้ครับ ขอบคุณทุกๆท่านที่กรุณาสละเวลามาอ่านครับ



=
= 1 





