Dzi Beads (หินซีบีดส์ หรือ หินทิเบต) ภาค8

Posted on Thursday 25 January 2007

สวัสดีครับ กว่าจะมีเวลามาเขียนต่อ ต้องออกตัวก่อนเลยว่างานยุ่งมากจริงๆครับ เลยไม่มีเวลามาอับเดทเลย อ่ะอย่ามาทักนะว่าใส่หินแล้วงานดี อันนั้นเป็นส่วนประกอบครับ งานจะดีแปลว่าผมต้องขยันทำงานเป็นอันดับแรกก่อนจริงมั๊ยครับ ใส่หินเก่าโบราณสุดๆแต่ไม่ทำงานซะอย่าง งานก็คงไม่มีวันดีไปได้ใช่มั๊ยครับ  วันนี้มาเล่าเรื่องที่มีเขียนอยู่ในหลายๆเวปแล้วเหมือนกัน  แต่เผื่อคุณๆยังไม่ได้อ่านกัน ดูรูปแล้วเหมือนเก่าดีนะครับแบบนี้ แต่ก่อนผมก็ซื้อจังเลยแบบนี้ วันนี้sr7.jpgเราไม่พูดเรื่องเนื้อหินแตกๆกันละนะครับ เพราะพูดไปเยอะแล้ว วันนี้เรามาดูเรื่องจุดๆที่มันเลอะๆเหมือนเก่าๆนี่ดีกว่าน่าสนุกดีออก จากรูปคงเห็นจุดสีน้ำตาลแดงๆนะครับ จุดนี้เป็นจุดนึงทีพ่อค้าแม่ค้าทั้งหลายเค้าใช้ทำมาหากินกันโดยบอกเราว่าเป็นของเก่าเป็นคราบสนิมเหล็กอะไรก็แล้วแต่สุดแต่จะพูดกันไป ให้มันดูว่าเก่าอย่างโน้นอย่างนี้ แล้วก็เรียกราคาแพงๆ ผมโดนมากับตัวแล้วเรื่องนี้ จุดแดงๆนี้เค้าเรียกกันว่า Cinnabar dot ที่พบเห็นกันในหินทิเบตก็เรียกกันว่ามีจุดแดงหรือจุดดำ เพราะที่ผมเคยเห็นมามีสองสี ทีนี้เรามาลองดู Cinnabar ของหินทิเบตที่เราพบเห็นกันนะครับ จะเป็นลักษณะนี้ จะเห็นว่าต่างจากจุดแดงcinnabar.gifของรูปด้านบนนะครับ ซึ่งท่านผู้รู้ก็ได้บอกไว้อีกว่าจุดแดงๆพวกนี้เกิดจากเนื้อหินด้านในเลยแล้วค่อยๆโผล่ขึ้นมาทางด้านบน และจากที่ศึกษาอ่านมาก็ได้ความโดยประมาณว่าเค้าใช้จุดแดงพวกนี้ดูเป็นส่วนประกอบในเรื่องความเก่าของหิน และส่วนใหญ่ก็จะบอกว่าใช้ดูแค่นั้นโดยไม่ได้หมายความว่าหินที่มีจุดแดงเนี่ยจะขลังมากขึ้นหรือมีพลังมากขึ้นหรือว่ามีจุดแดงนี่แล้วจะปกป้องคุ้มครองมากขึ้นหรือให้โชคลาภมากขึ้นแต่อย่างใด แต่ทีนี้คนเราเองอีกแหละที่หาเรื่องกันเองจากที่ผมดูๆมาหินทิเบตที่มีจุดแดงและเป็นหินที่ทำขึ้นมาใหม่นี่แหละครับจะมีราคามากกว่าหินที่ไม่มีจุดแดงประมาณสามเท่าตัว อันนี้เราพูดกันในกรณีหินที่ทำโดยใช้เนื้อหินเหมือนหินทิเบตโบราณนะครับ ส่วนหินทิเบตเก่า

00100_7.jpgส่วนใหญ่ก็มักจะพบจุดแดงอยู่เสมอแต่เม็ดที่ไม่มีจุดแดงเลยก็มี คุณเจ้าของร้านที่ขายผมอยู่บ่อยๆบางทีแกยังบอกผมอย่าซื้อเลยซื้อแบบไม่มีจุดแดงไปใส่ก่อนเหอะ ซื้อได้ตั้งหลายเม็ดผมก็เชื่อเค้า แล้วก็มีเรื่องแปลกเหมือนกันว่าลูกค้าเค้าบางรายซื้อหินที่ไม่มีจุดแดงไปใส่ไปใส่มาก็เกิดจุดแดงขึ้นมาเอง ซึ่งตอนแรกผมก็ไม่เชื่อแต่พอมาถึงวันนี้เม็ดของผมเม็ดเล็กที่ใส่อยู่ก็เริ่มปรากฎจุดแดงขึ้นมาบ้างเล็กน้อยแล้วซึ่งคาดว่าต่อไปไม่นานก็คงจะชัดเจนขึ้น ตอนนี้เลยไม่อยากซื้อหินจุดแดงแล้วล่ะครับ คิดแล้วว่าเดี๋ยวมันก็คงขึ้นเองซื้อเม็ดไม่แพงมาเก็บๆดีกว่า พอมาถึงตอนนี้ก็เริ่มเกิดความสงสัยอีกแล้วว่าแล้วจุดแดงมันเกิดได้ยังไงกันแน่หว่า ก็อุตส่าห์ไปหามาว่าตกลง cinnabar เนี่ยคืออะไร ลองดูความหมายนะครับตามที่ wikipedia เค้าว่าไว้เค้าบอกไว้แบบนี้ขอยกมาเลยแล้วกันนะครับ Cinnabar is generally found in a massive, granular or earthy form and is bright scarlet to brick-red in color. It occasionally occurs, however, in crystals with a non-metallic adamantine luster. Cinnabar has a rombohedral bravais lattice, and belongs to the hexagonal crystal system, trigonal division. Its crystals grow usually in a massive habit, though they are sometimes twinned. The twinning in cinnabar is distinctive and forms a penetration twin that is ridged with six ridges surrounding the point of a pyramid. It could be thought of as two scalahedral crystals grown together with one crystal going the opposite way of the other crystal. The hardness of cinnabar is 2 - 2.5, and its specific gravity 8.998.

Cinnabar resembles quartz in its symmetry and certain of its optical characteristics. Like quartz, it exhibits birefringence. It has the highest refractive power of any mineral. Its mean index for sodium light is 3.02, whereas the index for diamond—a substance of remarkable refraction— is 2.42 and that for GaAs is 3.93. See List of indices of refraction.250px-cinnabarusgov.jpg

ถ้าจะให้สรุปแบบง่ายๆเลยก็เป็นพวกปรอทเพราะจากตารางธาตุถ้าเอามาเทียบก็จะเป็นแบบนั้น พออ่านไปอ่านมาผมเลยสรุปเอาเองว่าจุดแดงที่เกิดขึ้นในหินทิเบตจริงๆนั้นคงไม่ใช่ cinnabar แบบนี้เป็นแน่แท้ ผมคาดว่าคงใช้การที่มีลักษณะเห็นเป็นจุดสีแดงเหมือนกับ Cinnabar ที่เกิดขึ้นบนหินตามธรรมชาติ เหมือนรูปด้านซ้ายนี่แหละครับ เลยเรียกตามกันว่า cinnabar เสียมากกว่า เพราะปรอทคงไม่เกิดกันง่ายๆจากการสวมใส่เป็นแน่ หรือถ้าเกิดเป็นปรอทจริงผมคนนึงคงจะไม่ใส่เป็นแน่เพราะกลัวสารปรอทจะทำอันตรายกับผิวหนังผมเสียก่อน แต่ข้อเท็จจริงจะเป็นประการใดคงต้องหารายละเอียดกันมาประกอบกันอีกทีนะครับ

ท่านที่ซื้อหินที่ทำจากจีนเนื้อหินแปลกๆแล้วก็มีลายเลอะๆ ขอให้ลองดูรูปที่ผมลงไว้นิดนึงนะครับเป็นข้อเตือนใจว่าแบบนั้นจริงๆแล้วเค้าอาศัยการทำสีเอานะครับ ไม่เหมือนจุดแดงที่เกิดขึ้นบนหินจริงๆ อย่าไปหลงเชื่อพ่อค้าแม่ค้ากันล่ะครับ ผมได้เดินดูตามร้านหินอยู่บ้างก็ยังเจอหินทิเบตที่ทำใหม่จากจีนชนิดที่แกะนูนๆ เป็นลายเก้าตาเจออยู่ร้านนึงราคาตั้งไว้หมื่นสองเห็นราคาแล้วกลุ้มใจจริงๆ ไม่รู้จะตั้งราคาอะไรกันขนาดนั้น คนซื้อถ้ารู้ว่าถูกหลอกคงกลุ้มใจตายเลย สงสารคนเงินเดือนน้อยๆโดนหลอกที่เค้าคงแย่เลย ยังเห็นในทีวีมีร้านนึงมาออกรายการแต่ละเม็ดดูในทีวียังเห็นเลยว่าเป็นหินใหม่ คนขายรู้สึกจะเป็นคนใต้หวันมั๊งดูรายการอยู่วันนั้นเค้าก็ขายเก่งนะครับพูดไปได้เรื่อยๆเลยลายโน้นลายนี้หินใหม่ก็บอกหินเก่าอย่างโน้นอย่างนี้ไปได้เรื่อยๆ ใส่แล้วเปลี่ยนสีได้อะไรประมาณนี้ ก็จะไม่เปลี่ยนได้ไงของวางไว้เฉยๆกับของเอามาใช้ก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงสิ เอามาใส่โดนน้ำโดนเหงื่อโดนโน่นโดนนี้เยอะแยะไปหมด ใส่คอเช้ามาก็ฉีดน้ำหอมก็ไม่รู้จะไปทำปฎิกริยาอะไรกันรึเปล่า ใส่ข้อมือเดี๋ยวก็ล้างมือล้างหน้าสบู่ล้างมือน้ำยาล้างจานอะไรก็มีผลได้ทั้งนั้นแหละ  ฟังแล้วเป็นเทคนิคทางการค้าเสียมากกว่าครับ

เมื่อไม่นานมานี้ได้มีโอกาสอ่านบทความของผู้ที่มีความเข้าใจถึงเรื่องหินทิเบต หรือ dzi นี่แหละ ท่านได้กรุณาโพสข้อความไว้ซึ่งดีมากๆ แต่ขอยกมาแค่นิดนึงซึ่งผมชอบมาก ท่านได้บอกไว้ประมาณว่าลายของหิน dzi ล้วนแล้วแต่เป็นลายที่หมายถึงหลักธรรมทั้งนั้นไม่ได้มีส่วนใดหรือลายใดที่จะแสดงถึงอิทธิปาฎิหาริย์ใดๆทั้งสิ้น พออ่านบรรทัดนี้ผมคิดไปถึงคำพูดแม่ผมขึ้นมาในใจเลย แม่ผมเคยเห็นผมบ้าซื้อลูกปัดอยู่ในตอนแรกๆสมัยที่ยังโดนหลอกอยู่ แม่เคยพูดกับผมว่าคนทางตะวันออกยังงมงายกับเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรืออิทธิฤทธิ์ กันอยู่มาก จนทำให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ซึ่งแสดงไปถึงศาสนากลายเป็นการค้าเชิงพาณิชย์ ทำการค้าทำกำไรได้มหาศาล แม่บอกว่าลองดูโลกทางฝั่งตะวันตกสิ ยกตัวอย่างง่ายๆ ลองดูไม้กางเขนซึ่งแสดงถึงพระเยซูเจ้า เคยเห็นมั๊ยว่ามีไม้กางเขนรุ่นหนึ่งรุ่นสอง ทำมาแล้วพันปีมาขายในราคาแพงๆมีมั๊ย หรือมีไม้กางเขนทำมาจากไม้ที่ตรึงพระเยซูเลยมีมั๊ย ลองไปดูที่โบสถ์ไม้กางเขนราคาก็ประมาณร้อยกว่าบาททั้งๆที่นำเข้ามาจากกรุงโรม คนทางฝั่งตะวันตกที่ศรัทธาในพระของเค้าๆก็ใช้การศรัทธา ไปซื้อไม้กางเขนมาก็ให้บาทหลวงเสกก็จบ มีค่าเท่ากันหมด เมื่อเอามาคิดๆดูก็ให้ข้อคิดที่ดี ถ้าเรายังหาซื้อลูกปัด dzi โดยใช้ความเชื่อเรื่องโชคลาภหรือหวังว่าใส่แล้วลูกปัดจะช่วยโน่นช่วยนี่ให้โชคลาภไปเรื่อยๆ และไปเจอร้านที่ขายของโดยอาศัยอภินิหาร เช่น มักจะบอกว่าลูกค้าพึ่งซื้อไปโทรมาบอกว่าถูกหวยหรืออะไรก็ตามแต่ ก็เหมือนกับเราเอาสิ่งศักดิ์สิทธ์ที่สูงค่ามาคลุกต่ำลงกับการละโมภในโชคลาภที่เราหวังลมๆแล้งๆกันอยู่หรือเปล่า และคงเสียเงินกันมากมายมหาศาลเพื่อที่จะรู้ทีหลังว่าโดนหลอกกันเปล่าๆ ในบรรดาร้านค้าที่ผมเคยเดินดูมาไม่เคยปรากฎว่ามีร้านใดเคยเล่ากับผมว่าคนใส่ลูกปัดประสบเคราะห์ร้ายหรืออย่างใดลองคิดดูว่าลูกปัดที่วางขายกันเกลือนกลาดคนที่ใส่จะมีแต่โชคดีหมดเลยหรือผมพึ่งเสียเพื่อนสนิทไปคนนึงเมื่อก่อนปีใหม่ไม่กี่วันด้วยอุบัติเหตุรถชนซึ่งเพื่อนผมคนนั้นก็ใส่ dzi อยู่  เพราะฉนั้นผมว่าเป็นการเล่าแต่เรื่องดีต่างหากหาเหตุเพื่อการขายกันมากกว่า ก็เหมือนหลักการขายทั่วไปพูดแต่สิ่งที่ดีของสินค้าตัวเองข้อเสียพูดให้น้อยที่สุดหรือไม่พูดอะไรเลยจะเป็นการดี อยากให้เพื่อนๆพี่ๆลองตระหนักถึงตรงนี้สักนิดก่อนที่คิดจะซื้อลูกปัดซักเม็ดครับ  ตอนนี้การซื้อ dzi ผมก็เริ่มเปลี่ยนไปจากที่ซื้อเป็นบ้าเป็นหลังก็กลายมาเป็นค่อยๆเลือกซื้อเพื่อเก็บไว้ดูหรือใส่ติดตัว แต่ความคิดที่เคยคิดว่าจะหวังว่าใส่แล้วจะเกิดโชคลาภหรืออะไรก็แล้วแต่ก็เริ่มลดน้อยลง ทุกวันนี้พยายามทำงานให้มากขึ้นเพื่อที่จะได้มีเงินเหลือไปซื้อลูกปัดมาสะสมมากว่าครับ ขอตัวไปนอนละนะครับไว้จะมาเขียนให้อ่านกันใหม่ จะพยายามหาเวลาให้มากกว่านี้ครับ ขอบคุณทุกๆท่านที่กรุณาสละเวลามาอ่านครับ

aoae @ 1:41 am
Filed under: Blogroll and Dzi Beads หินทิเบต
Dzi Beads (หินซีบีดส์ หรือ หินทิเบต) ภาค7

Posted on Tuesday 19 December 2006

old2eyed21.jpgมาเล่ากันต่อดีกว่านะครับ ทีนี้หลายๆคนก็จะสงสัยว่า หินทิเบตที่เราเจอๆกันเป็นของจีนของใต้หวัน แล้วของทิเบตจะเป็นยังไง ผมเอาตัวอย่างให้ดูแล้วกันนะครับ จากรูปผมก็ไปยืมเค้ามาอีกนั่นแหละครับ แต่เป็นรูปของหินเก่า ขอขอบคุณคนที่ให้ยืมมาด้วย ณ ที่นี้ ลองดูผิวของหินนะครับ เดี๋ยวจะเอาอีกรูปให้ดูเป็นหินเก่าเหมือนๆกัน จะได้ดูชัดๆว่าหินทิเบตเก่าๆเนื้อเป็นแบบไหน อ้อ อันนี้เก่าก็ไม่น่าจะเป็นพันๆปีนะครับ ผมว่าน่าจะหลักร้อยปีมากกว่า แต่ยังไงก็ไม่คอนเฟิร์มเรื่องอายุหินนะครับ เพราะผมไม่มีข้อมูลจริงๆ รูปที่นำมาให้ดูนี้จุดประสงค์เพื่อให้ดูเนื้อของหินมากกว่าครับ จากรูปสองรูปนี้คุณจะเห็นว่าเนื้อหินทิเบตเก่า จะเป็นลักษณะประมาณนี้ รอยทีเห็นว่าเป็นของเก่าคือเส้นที่เป็นวงๆ ซึ่งเค้าเรียกกันว่า Weathering Mark ซึ่งเกิดจากการใช้งานมานาน ลายของหินพอดีผมได้ข้อมูลเรื่องการทำมาด้วย อันนี้ขอให้เครดิต คุณ ภ.ธนารักษ์ ด้วยที่ได้เขียนอธิบายไว้อย่างละเอียด ขอคัดลอกมาเพื่อเป็นวิทยาทานด้วยครับ

เค้ามีวิธีการอย่างไรในการสร้างลวดลายขึ้นมา ซึ่งวิธีการแบ่งออกได้เป็น 2 วิธี

วิธีที่ 1. การเอซชิ่ง (Etching) เป็นวิธีการกัดลายด้วยด่าง โดยการนำเอาผงด่างมาผสมกับยางไม้ใช้ทาให้เป็นลายตามที่ต้องการเสร็จแล้วนำไปอบในเตา เอาออกมาก้อจะได้ลายเส้นสีขาวอยู่บนเนื้อหิน ขอย้ำว่าอยู่บนเนื้อหิน หมายความว่าเส้นลายจะอยู่แค่บนผิวของหินเท่านั้น หินที่จะนำมาใช้กับวิธีนี้ จะเป็นหินที่มีสีพื้นสม่ำเสมอเท่าๆกันทั้งเม็ด เพื่อที่จะได้เห็นลายกันชัดๆ ที่คุ้นหูเราๆ ท่านๆดีก้อไม่พ้น Etched Carnelian รวมทั้งหินที่มีสีดำล้วนอยู่แล้วตามธรรมชาติ
วิธีที่ 2. การทำให้ย้อมไม่ติดสี (Anti-Dying) วิธีการนี้เค้าจะนำเอาอเกตมาเผาให้เป็นสีขาวทั้งแท่งเสียก่อน แล้วจึงจะเอาไปย้อมสีโดยเอามาต้มในน้ำเชื่อม แต่รู้มาใหม่ว่าที่เค้าต้มกันนะ เค้าทำกันเป็นเดือนไม่ใช่แค่วันสองวัน เพื่อให้น้ำตาลมันแทรกซึมเข้าไปในเนื้อหินเสร็จแล้วจึงนำมาอบอีกทีเพื่อให้น้ำตาลมันไหม้เกิดเป็นหินสีน้ำตาลขึ้นมา อ้อลืมบอกไปว่าก่อนที่เค้าจะนำไปย้อมนะเค้าจะเอาอะไรสักอย่าง (อาจจะเป็นยางไม้อีกก้อเป็นได้) มาทาเคลือบไว้ก่อนให้เป็นลวดลายตามที่ต้องการเพื่อให้ไม่ติดสีย้อมในส่วนนี้ ดังนั้นลายที่เกิดขึ้นมาในกรณีนี้จะเป็นส่วนของหินสีขาวที่ถูกเผาตั้งแต่เริ่ม ตาที่เกิดขึ้นจึงมีลักษณะฝังอยู่ในเนื้อหิน ไม่ได้เกิดขึ้นมาลอยๆ อยู่บนผิวเหมือนในกรณีแรก หินที่จะนำมาใช้กับวิธีนี้ โดยมากจะเป็นหินลาย (อเกต) ที่ต้องการนำมาลบลายธรรมชาติ เพี่อใส่ลายใหม่เข้าไป …..แล้วมันสำคัญยังไงละ….. มันก้อสำคัญตรงที่ว่าทั้งสองวิธีเป็นวิธีการแบบดั้งเดิม และก้อเป็นวิธีการที่ถูกต้องทั้งสองวิธี จะใช้วิธีไหนก้อขึ้นอยู่กับลักษณะของหิน จุดสังเกตุที่เราจะสังเกตุได้ก้อจะต่างกันไปด้วย

วิธีที่ 1. เป็นวิธีการของพวกเปอร์เชีย ช่างชาวอินเดียนำมาใช้ และต่อขึ้นไปทางเนปาล ลายที่ได้จะเป็นลายลอยๆ แสงจะไม่สามารถส่องผ่านลายเหล่านี้ได้ สีของรูหินจะเป็นสีเดียวกันกับสีของเนื้อหิน อ้างอิง http://www.thebeadsite.com/BMMS-ETQ.htm วิธีการนี้ยังคงใช้อยู่ทั่วไปในปัจจุบัน

วิธีที่ 2. เป็นวิธีการโดยเฉพาะของธิเบต อ้างอิง http://www.gzibeads.zoomshare.com/

หินเมื่อยกขึ้นส่องผ่านแสงไฟ

2.1 จะไม่ถึงกับโปร่งแสงครับ เพราะหินได้ถูกเผามาแล้ว แสงจะส่องผ่านได้บางส่วนครับ ( Not Transparent ,but Translucent) เป็นไปได้เหมือนกันที่จะยังคงเห็นลายเส้นของอเกตอยู่ จัดเป็นวิธีการที่ทำในเนปาล และโรงงานของจีนที่เทียนจู นอกเสียจากว่าจะย้อมได้สีจัดจริงๆ (ซึ่งราคาก้อนะ…ไม่เบา)เป็นไปได้ที่จะทึบแสง

2.2 ถ้าโปร่งแสงจะเห็นการลอยอยู่ของวุ้นสีน้ำตาลในเนื้อหิน แล้วเราจะประจักษ์ว่าสีพื้นของหินที่เป็นสีน้ำตาลแลดูสม่ำเสมอนั้น จริงๆ แล้วสีย้อมจะลอยอยู่เป็นหย่อมๆ ภายในเนือ้หิน ถ้าโปร่งแสงจนเห็นลายเส้นของอเกตอยู่ภายใน และลักษณะที่ว่ามา หินจะไม่ได้ถูกเผาแต่จะถูกเอามาย้อมสีน้ำตาลเลย ตัวอย่างเช่น การนำเอา Redagate/Carnelian มาย้อมสีเลย แล้วมาสร้างลายทีหลัง อันนี้เป็นวิธีการอีกแบบหนึ่งของจีนครับ

2.3 ลายเส้นสีขาวจะกึ่งโปร่งแสง โดยแสงจะเรืองออกมาที่ขอบของเส้นอันนี้… ด้วยความรู้ในตอนนี้ และการสันนิษฐานส่วนตัว เป็นลักษณะของ New dZi bead ,Laser Grade ครับเป็นการสร้างลายโดยการกรีดด้วยแสงเลเซอร์ครับ

สีของรูหินเป็นไปได้ทั้งสีขาว (กรณีที่กันไม่ให้สีย้อมเข้าไป หรือนำมาเจาะรูทีหลัง) หรือเป็นสีน้ำตาลขึ้นเป็นคราบกาแฟ (กรณีที่ย้อมสีติดเข้าไปในรูหิน) วิธีการนี้ก้อยังคงมีการใช้กันอยู่ในปัจจุบัน แต่จะไม่แพร่หลายเท่าวิธีการแรก จะมีการทำกันในเนปาลและโรงงานของจีนที่เทียนจู

8_eyed.jpgวันนี้ดีจังผมไม่ต้องพิมพ์เยอะ ลอกมาให้อ่านอย่างเดียวเลย พออ่านเรื่องการย้อมสีหินทีไรผมก็นึกไปถึงสมัยตอนที่ผมไปซื้อหินแต่ก่อน แต่ละร้านบอกผมเอาหินมาแกะลายแล้วเอายางไม้ทาลงไป มันเลยบุ๋มๆ ไม่ก็แกะลายนูนๆ เคยถามเจ้าของร้านที่ผมซื้ออยู่ตอนนี้แกก็ตอบผมว่าคุณลองคิดดูคนทิเบตเมื่อหลายพันปีก่อน จะไปเอาเครื่องมืออะไรมาแกะหินได้ขนาดเป็นร้อยๆพันๆเม็ดเหมือนที่เราเห็นขายกันอยู่ ลำพังแค่เอาหินมาก้อนนึงแล้วทำให้เป็นก้อนเล็กกลมๆยาวๆนี่ก็จะแย่แล้ว จะถึงขนาดมาแกะหินกันเป็นอุตสาหกรรมเลยเหรอ สมัยก่อนเครื่องมือมันไม่เยอะเหมือนตอนนี้นะ ผมก็ถึงบางอ้อไปอีกเรื่องเลยมาเล่าเตือนใจครับ  ลองดูรูปเพิ่มอีกนิดนะครับ เม็ดทางซ้ายนี้เป็นหินทิเบตที่ทำใหม่ครับ ทำปีนี้เองมั๊งครับผมนำรูปมาเปรียบเทียบให้ดู  

olddzihe2.jpg 

รูปล่างเป็นหินทิเบตเก่าครับ ร้านที่ผมคบหาอยู่ตอนนี้เค้าบอกว่าทางคนทำเนี่ยเค้าพยายามหาหินเนื้อเดียวกันกับหินทิเบตโบราณ แล้วก็ใช้วิธีเหมือนสมัยก่อนเพื่อทำขึ้นมา โดยลายของหินก็จะเป็นแบบโบราณ คือจะไม่มีลายแปลกๆหลายๆลายแบบที่เราพบเห็นกันตอนนี้ และถ้าสังเกตุอีกนิดจะเห็นว่าลายทั้งหมดอยู่ในเนื้อหิน ไม่ใช่ลูบแล้วลายนูนๆขึ้นมาหรือบุ๋มลงไปนะครับ ซึ่งถ้าให้เดาคงจะทำด้วยวิธีที่สองตามที่ได้อธิบายไว้ให้อ่านด้านบน  และถ้าคุณลองมองเนื้อหินดีๆ จะเห็นว่าเป็นเนื้อหินชนิดเดียวกัน ส่วนร่องรอยของการใช้งานมานาน คงไม่มีในหินใหม่นะครับ ไว้ผมจะมาอธิบายเรื่องผิวหินเก่าอีกทีนึง วันนี้ลองดูเนื้อหินก่อนแล้วกันนะครับ หินทิเบตของโบราณจริงๆก็ไม่ได้มีเนื้อนี้เนื้อเดียวนะครับ แต่ที่พบกันบ่อยๆจะเป็นแบบนี้ อันนี้ผมดูตามเวปจากต่างประเทศเอานะครับ หินที่ทำเลียนแบบจากทิเบตก็จะเห็นว่าเป็นเนื้อแบบนี้เหมือนกัน ผมเองตอนนี้ก็หาสะสมหินแบบนี้อยู่ครับ ไม่มีปัญญาซื้อหินเก่า คนขายผมเค้าบอกว่าคิดดูสิครับ เม็ดที่คุณเห็นว่าเป็นหินเก่าเนี่ย เม็ดเล็กๆแค่นี้อายุก็แค่หลักร้อยปี ราคาเม็ดนึงเป็นแสนครับ แถมได้แค่สองตาเอง ไม่ใช่ลายเก้าตาด้วย ซื้อหินใหม่มาสะสมได้หลายก้อนครับ แต่หินใหม่นี่ก็บอกไว้ก่อนเลยนะครับ ทางคุณเจ้าของร้านบอกมาเลยว่าไม่เคยได้ยินว่ามีการปลุกเสกครับ คือทำมาแล้วก็ทำมาขายเลยครับไม่ได้ผ่านพิธีครับ ถ้าอยากจะให้ขลังผมว่าคงต้องนำไปที่วัดแล้วเวลาทางวัดเค้ามีพิธีปลุกเสกเครื่องรางของขลังแล้วก็เอาไปฝากเค้าปลุกเสกจะง่ายกว่ามั๊งครับ แถมเรายืนยันได้เองด้วยว่าผ่านพิธีแล้ว แต่คนจะเล่นของเก่าก็อีกเรื่องนึงนะครับ คงต้องไปหาของราคาสูงมาเล่นกันเอง วันนี้พอแค่นี้ก่อนดีกว่าไว้มาเล่าให้ฟังใหม่ครับ


 

aoae @ 7:08 pm
Filed under: Blogroll and Dzi Beads หินทิเบต
Dzi Beads (หินซีบีดส์ หรือ หินทิเบต) ภาค6

Posted on Wednesday 13 December 2006

8_eyed.jpgอ่ะๆ จะเป็น starwar แล้วมี 6 ภาค วันนี้ขอคุยเรื่องวิทยาศาสตร์หน่อยนะ วันก่อนได้เขียนไปเรื่องหินทิเบตที่มีการให้ข้อมูลกันไว้ว่า มีนักวิทยาศาสตร์จากญี่ปุ่นนำหินไปวัดได้ค่าสนามแม่เหล็ก 13 วัตต์ (ไปค้นดูแล้วเค้าเขียนว่า 13 วัตต์ ไม่ใช่  17 นะ ) แล้วผมก็เขียนแซวๆไปว่า ค่าสนามแม่เหล็กมีหน่วยเป็น Gauss เกาส์ มีเพื่อนผมโทรมาถามเรื่องข้อมูลเรื่องนี้ ว่าจริงหรือไม่ เค้าคิดว่าผมไปลอกมาจากบทความของคุณ Sunflower (ขออภัยที่เอ่ยนาม) คือจริงๆไม่ได้ลอกครับแต่บทความนั้นแล้วทำให้คิดได้ ว่าเออทำไมเราลืมนึกข้อนี้ไป เพื่อนผมก็ดันถามต่ออีกว่ามันพิสูจน์ได้จริงรึเปล่าว่าผิดเนี่ย เค้ากลัวผมพูดลอยๆคิดว่าผมลอกมาอย่างๆเดียว เปล่าหรอกผมจะอธิบายให้ฟังก็ได้ พอดีเค้าบอกว่าถ้ามีข้อมูลจริงขอให้บอกเค้าจะได้ทำความเข้าใจใหม่  จะตอบตอนโทรศัพท์ก็กะไรอยู่มันยาว วันนี้เลยขอพักเรื่องหินทิเบตสักหน่อย จริงๆก็ไม่ได้พักหรอก แต่พูดถึงเรื่องทางวิทยาศาสตร์ของหินดีกว่า

ที่ผมทักเรื่องกำลังวัตต์เพราะผมไปฉุกคิดแล้วก็ถึงบางอ้อ ว่าอันนี้มันไม่จริงนี่น่า ผมบอกก่อนเลยนะครับ ว่าผมไม่ได้แอนตี้หินทิเบต ทุกวันนี้ผมก็ซื้อหินทิเบตอยู่เรื่อยๆ แต่ซื้อเพราะชอบและคิดว่าลายของหินเป็นมนตราหรือเป็นยันต์ที่ให้ผลทางด้านไสยศาสตร์ แต่จะให้ผมซื้อแล้วบอกว่าหินมีพลังงานที่วัดเป็นวัตต์ได้ซึ่งพิสูจน์แล้วทางวิทยาศาสตร์อันนี้ผมรับไม่ได้ ทีนี้ขอออกตัวหน่อยนะ ว่าที่พูดเนี่ยพูดถึงหินใหม่ที่มีขายในท้องตลาดหินเก่าเป็นพันๆปีคงไม่ขอออกความคิดเพราะไม่มีหินชนิดนั้นอยู่ในมือ จึงสรุปให้ไม่ได้ เรามาย้อนกลับไปนิดถึงตอนเรียน ตอนนี้ขอพูดเรื่องวัตต์ก่อน วัตต์ตามเรื่องของไฟฟ้าแล้ว เกิดจาก

สูตรคือ  P = IV       
P 
คือกำลังไฟฟ้ามีหน่วยเป็น  Watt   
I   คือกระแสไฟฟ้ามีหน่วยเป็นแอมแปร์ 
V 
คือแรงดันไฟฟ้ามีหน่วยเป็นโวลต์
ยกตัวอย่างนิดนะครับ เช่นเรามีหม้อแปลงไฟฟ้าตัวนึงจ่ายแรงดัน 12 โวลท์ มีแรงดัน 30 แอมป์ ก็จะมีกำลังเท่ากับ 360W  สังเกตุนะครับผมใช้คำว่ากำลังเท่ากับ

นั่นหมายถึงคุณจะวัดเป็นวัตต์ก็ต้องมีเรื่องของกำลังเข้ามาเกี่ยว เพราะวัตต์เป็นหน่วยวัดกำลัง ต่อ เวลา  หรือจะให้พูดง่ายๆอีกนิด กำลังวัตต์ เป็นปริมาณอนุพันธ์ ที่ได้จากกำลังที่สามารถทำงานหรือให้พลังงาน  ที่มาตรงนี้ลองไปดูหนังสือฟิสิกส์ตอน ม ปลายดูนะครับ  หรือดูอีกสูตรนึงจะเห็นว่าเป็นการวัดโดยใช้ จูลต่อวินาที อันนี้มาจาก wikipedia จริงๆก็ตอบไปแล้วแหละแต่เพื่อนผมไม่อ่านเองมั๊งว่าสูตรมันแปลว่ายังไง อันนี้เป็นอีกสูตรนึง One watt is one joule (the SI unit of energy) per second.

1 \ \mathrm{W} = 1 \ \dfrac{\mathrm{J}}{\mathrm{s}} = 1 \ \dfrac{\mathrm{kg} \cdot \mathrm{m^2}}{\mathrm{s^3}} = 1 newton meter per second

อ่ะผมสรุปให้ง่ายๆก่อน สรุปว่าจะเกิดวัตต์ได้ต้องเกิดจาก งานต่อเวลา จึงจะวัดเป็นกำลังวัตต์ได้ ทีนี้เราลองมาคิดกันว่าหินเราเนี่ยจะทำให้เกิดงานได้อย่างไร ผมลองคิดจนหมดทางแล้วไม่รู้จะแทนค่าการวัดได้อย่างไรเนื่องจากหินไม่มีพลังงานในตัวเอง เอาไฟฟ้าไปวิ่งผ่านหินแล้วเกิดพลังงานความร้อน แล้วเอาพลังงานความร้อนไปวัดเหรอ มันก็ไม่ได้ จะเอาหินเองมาเป็นตัวเกิดพลังงานมันก็ไม่ได้ เพราะลองนึกดูถ้าหินมีพลังงานถึง 14 วัตต์ มันเป็นพลังงานที่ไม่น้อยนะครับ อย่างน้อย 14 วัตต์เนี่ย หินนั้นต้องอุ่นแล้ว ประมาณว่าถือในมือก็อุ่นแล้วอ่ะครับ จะลองคิดว่านำขดลวดมาป้อนกระแสไฟฟ้าเข้าแล้วนำหินมาวางตรงกลางทำเสมือนแกนเหล็ก แล้วหมุนหินด้วยความเร็วเพื่อให้เกิดการตัดกันของสนามพลังเพื่อให้เกิดพลังงานอย่างเช่น เครื่องปั่นไฟฟ้า หรือกลับด้านกันเพื่อให้ทำงานเหมือน มอร์เตอร์ไฟฟ้า  ก็เป็นไปไม่ได้ ทำแบบนั้นคงได้ค่าความเค้นเมื่อเกิดการหมุนสูงๆ หรือเมื่อเพิ่มกระแสให้สูงขึ้นมากกว่า คงเป็นที่มาของการวัดพลังงานของหินเป็นวัตต์ไม่ได้ หรืออย่างแรงม้า 1 แรงม้าเท่ากับ 746 วัตต์ อันนั้นก็เป็นแรงของเครื่องยนต์ที่กระทำออกมา เห็นมั๊ยครับว่าจะนำหินไปวัดเป็นแรงม้าแล้วแปลงค่าวัตต์ก็ไม่ได้อีก เพราะหินเคลื่อนที่ไม่ได้ หรือให้กำลังงานไม่ได้  ทีนี้ลองพูดถึงเค้าวัดเป็นสนามแม่เหล็ก ถ้าวัดเป็นสนามแม่เหล็กก็ต้องมีหน่วยเป็น gauss อย่างที่ผมบอก อ่ะ ผมลองคิดว่าเค้าเขียนผิด (แต่นักวิทยาศาสตร์อะไรจะเขียนผิด) เรามามองสนามแม่เหล็กกัน ผมลองเอาหินมาวาง เอาแม่เหล็กไปดูด เอาเข็มทิศไปแตะ ก็ไม่เห็นกระดิก ลองง่ายๆ บอกมี 14 วัตต์ใช่มั๊ยครับ ลองไปแตะทีวีสิครับ มือถือมีกำลังส่งสูงสุด  Peak (หมายถึงกำลังส่งที่แรงที่สุด ณ 1 ช่วงเวลา) เอา GSM เลย แรงๆ 2 วัตต์ เอาไปจ่อหน้าทีวีครับ แล้วกดคุย จะเห็นทีวีมีเส้น หรือสีเปลี่ยน ลองเอาหินไปถูหน้าจอทีวีเหมือนกัน มีตั้ง 14 วัตต์ แต่ทีวีผมไม่สะเทือน ลองทีวีมากกว่า 1 เครื่องแล้วนะครับ ทีนี้ลองใหม่ มือถือเนี่ยพอสัญญาณมา เรามักจะได้ยินลำโพงเราเนี่ยมีเสียงออกมา ครืดๆ อันนั้นสนามแม่เหล็กมันไปกวน ทีนี้มือถือมีกำลังเข้ามาแค่เล็กน้อยยังไปสะเทือนลำโพงเราได้ ลองเอาหินไปถูลำโพงสิ เงียบสนิท แล้วจะให้ผมตอบยังไงครับ คำตอบผมคือมันวัดไม่ได้อ่ะ ไม่ว่าจะทางใด ถ้าจะให้ผมเชื่อว่าหินทิเบตเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์เนี่ย ต้องบอกมาให้ได้ก่อนว่านักวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่นท่านนั้นวัดด้วยวิธีอะไร เพราะผมพยายามหาสูตรหรือ สมการทั้งหลายจะให้วัดให้ได้แล้ว แต่ผมหาไม่เจอ ผมว่าความคิดนี้มาจากพวกกำไลที่ฝังแม่เหล็กแล้วนำมาขายที่บอกว่าจะจัดเรื่องการไหลเวียนโลหิตมากกว่า กำไลนั้นเค้ายังต้องเอาแม่เหล็กมาฝังเพื่อให้เกิดสนามแม่เหล็ก ถ้าหินทิเบตจะทำได้แบบนั้นต้องมีการฝังแม่เหล็กด้านในครับ ถึงจะทำได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นกำไลนั้นก็ไม่ได้มีผลอะไรมากมายขนาดทำให้เวียนหัวได้ ถ้าจะบอกว่ากำไลดังกล่าวมีผลทำให้เวียนหัวได้ การใช้โทรศัพท์มือถือซึ่งมีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่แรงกว่าคงทำให้เลือดไหลเวียนได้ดีเช่นกัน ผมว่าการที่เค้าออกแบบกำไล เค้าคงต้องมีการจัด pattern ของสนามแม่เหล็กด้วยว่าแนวไหนถึงจะให้ผลต่อการไหลเวียนโลหิต การยกตัวอย่างของผมง่ายๆนะครับ ยกตัวอย่างแค่โทรศัพท์มือถือเพราะเรามีใช้กันทุกคน ส่วนถ้าไปในห้องแล็ปจริงๆผมคงไม่ได้ไปทดลองให้เพราะไม่มีห้องแล็ปแต่คิดว่าได้ผลอย่างเดียวกัน

ทีนี้อีกเรื่องจะบอกว่าแร่มีพลังงาน ก็โอเค ผมยอมรับได้อย่างเช่น ยูเรเนียมซึ่งให้พลังงานความร้อน จนถึงนำไปทำพลังงานอื่นๆให้เกิดได้ โดย ยูเรเนียมบริสุทธิ์มีสีขาวเงิน เป็นโลหะที่มีกัมมันตภาพรังสีอ่อน มีความแข็งน้อยกว่าเหล็กเล็กน้อย มีความอ่อนตัว บิดงอได้ มีความเป็นแม่เหล็กเล็กน้อย โลหะยูเรเนียมมีความหนาแน่นสูงมาก โดยมีความหนาแน่นมากกว่าตะกั่ว 65% แต่มีความหนาแน่นน้อยกว่าทอง เมื่อโลหะยูเรเนียมถูกอากาศจะทำปฏิกิริยากับน้ำ ทำให้เกิดยูเรเนียมออกไซด์ ยูเรเนียมสกัดออกมาจากแร่โดยวิธีเคมี ทำให้อยู่ในรูป uranium dioxide หรือสารประกอบรูปอื่นเพื่อนำมาใช้ทางอุตสาหกรรม

 โลหะยูเรเนียมธรรมชาติ ประกอบด้วย U-235 ประมาณ 0.71%, U-238 ประมาณ 99.28%, และ U-234 ประมาณ 0.0054% การเสริมสมรรถนะยูเรเนียม (enriched uranium) ใช้กระบวนการแยกไอโซโทป (isotope separation) เพื่อเพิ่มสัดส่วนหรือความเข้มข้นของไอโซโทป U-235 สำหรับใช้เป็นเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ หรืออาวุธนิวเคลียร์ ส่วนที่เหลืออยู่เรียกว่า depleted uranium จะมี U-235 เหลืออยู่ 0.2% ถึง 0.4% เนื่องจากยูเรเนียมธรรมชาติมีสัดส่วนของ U-235 น้อยอยู่แล้ว กระบวนการเสริมสมรรถนะ (enrichment) จึงทำให้มี depleted uranium จำนวนมาก ตัวอย่างเช่น การผลิตยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ (enriched uranium) 5% จำนวน 1 กิโลกรัม ต้องใช้ยูเรนียมธรรมชาติ 11.8 กิโลกรัม ทำให้มี depleted uranium ที่มี U-235 อยู่ 0.3% จำนวน 10.8 กิโลกรัม

ยูเรเนียม-233 (U-233) เป็นวัสดุฟิชไซส์ โดยเป็นไอโซโทปที่เกิดจากการยิงทอเรียม-232 (Th-232) ด้วยนิวตรอน
ยูเรเนียมเป็นธาตุแรกที่พบว่าเป็นฟิชไซส์ โดยการยิงด้วยนิวตรอนพลังงานต่ำ ไอโซโทปยูเรเนียม-235 จะกลายเป็น ยูเรเนียม-236 ในเวลาสั้นๆ จากนั้นจะแตกออกเป็นสองส่วน กลายเป็น 2 นิวเคลียสที่เล็กลง พร้อมทั้งปลดปล่อยพลังงานและนิวตรอนจำนวนมากขึ้นออกมา เรียกว่าปฏิกิริยาฟิชชัน (fission) นิวตรอนที่ปล่อยออกมาจะถูก U-235 นิวเคลียสอื่นดูดกลืนและเกิดฟิชชันเพิ่มขึ้น กลายเป็นปฏิกิริยานิวเคลียร์ต่อเนื่อง ถ้าไม่มีการดูดจับนิวตรอนออกไป เพื่อควบคุมให้เกิดปฏิกิริยาลดลง ก็จะเกิดการระเบิดขึ้น ระเบิดปรมาณูลูกแรกทำงานด้วยหลักการของปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิชชัน ส่วนอาวุธนิวเคลียร์ (nuclear weapon) เป็นชื่อที่ใช้เรียกโดยรวมทั้งระเบิดจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิชชันและระเบิดไฮโดรเจน ที่เป็นปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน (ที่มา บทความจากสมาคมยูเรเนียมแห่งประเทศไทย)  

เราจะเห็นว่าหินทิเบตไม่ได้เข้าข่ายนี้เลย หรือถ้าหินทิเบตมีพลังงานเหล่านี้จริงเราคงใส่กันไม่ได้แล้วหล่ะครับ เพราะโดนกัมมันตภาพรังสีตายกันแน่เลย

คาดว่าคงจะพอเข้าใจกันแล้วนะครับ กับเรื่องวิทยาศาสตร์กับหินทิเบต ผมขอเรียนย้ำบอกผู้อ่านบทความผมทุกท่านด้วยความเคารพว่าผมมิได้มีเจตนาดูถูกหรือลบหลู่หินทิเบตเลย ตัวผมเองเวลานี้ก็ใส่อยู่และหาซื้ออยู่เรื่อย แต่ผมขอเชื่อในเรื่องโชคลางหรือไสยศาสตร์ของหินทิเบต แต่จะให้ผมเชื่อในด้านวิทยาศาสตร์ดังที่ได้มีการกล่าวอ้างไว้คงจะไม่ได้ เพราะถ้าใช้คำว่าวิทยาศาสตร์ต้องเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ครับสำหรับผม  วันนี้พอแค่นี้ก่อนนะ ไว้จะมาเล่าให้ฟังต่อเรื่องหินคราวหน้าไม่เอาเรื่องหนักๆมาเล่าแล้วครับ

aoae @ 10:11 pm
Filed under: Blogroll and Dzi Beads หินทิเบต
Dzi Beads (หินซีบีดส์ หรือ หินทิเบต) ภาค5

Posted on Tuesday 12 December 2006

มาเล่ากันต่อแบบไม่เครียดกันดีกว่าครับ ครั้งที่แล้วพูดไปถึงหินที่ทำมาจากจีนและหินที่ทำมาจากทิเบต เพื่อนๆผมที่อ่านเรื่องเล่านี้ก็ยังงงๆ โทรมาถามผมว่าแล้วตกลงจะใส่หินอะไรกันแน่หรือไม่ต้องใส่ อ๊ะเป็นคำถามที่ดีครับ ผมเองขอบอกตรงนี้เลยตัวผมเองก็ยังหาซื้อหินทิเบตอยู่เรื่อยๆ แต่ผมรู้อย่างนึงในใจเสมอว่าผมกำลังซื้อหินที่ทำเลียนแบบหินทิเบตดั้งเดิมครับ ใช่ครับถ้าจะพูดกันง่ายๆ คือผมก็หาซื้อหินเก๊อยู่นั่นแหละ แต่ขอให้ใกล้เคียงที่สุด ไม่ว่าจะเป็นลายที่สามารถอ้างอิงได้ หรือเนื้อหินที่ใกล้เคียง ก็คงจะสงสัยกันอีกว่าแล้วหินจริงมันไม่มีให้ซื้อเหรอ มีครับมีแต่ราคาก็คงเหยีบหลักแสนกับหลักล้านหรือหลายล้าน ลองหาข้อมูลหินทิเบตเก่าๆที่เค้าจำหน่ายกันเป็นเรื่องเป็นราวได้ที่เวปนี้ครับ http://www.garudatrading.com/enter.html เข้าไปในหัวข้อ dzi beads & ancient agate นะครับ แล้วคุณจะตกตะลึงกับราคา บางเม็ดก็ไม่บอกราคาถ้า email ไปสอบถามพอได้ราคามาก็หน้ามืดเหมือนกัน ลองคิดกันอีกนิดคนที่เล่นหินทิเบตมาก่อนเราก็เยอะนะครับ เค้าเล่นกันมาหลายสิบปีแล้ว ถ้าหินเก่าจะหลุดเข้ามาในเมืองไทย คุณคิดว่ามันจะหลุดมาถึงพวกเราได้เหรอครับ หินราคาเป็นแสนเป็นล้าน จะหลุดมาฟลุ๊กให้เราซื้ออยู่ตามร้านในห้างหรือแผงขายของจะเป็นไปได้อย่างไร แม้แต่ร้านดังๆจะมีซักกี่ร้านที่จะมีหินทิเบตเก่าและแท้มาจำหน่าย บางร้านก็ได้แต่บอกลูกค้าว่าเก่า เพื่อขายของให้เกินราคา ของแท้ๆเก่าจริงๆ ตอนนี้อยู่ในพิพิธภัณฑ์และอยู่ในมือเศรษฐีหมดแล้วครับ จะหาก็พอมีอยู่บ้างแต่ราคาก็ตามนั้นแหละครับ พอกล่าวมาถึงตรงนี้แล้วคำถามที่ว่าของแท้ดูยังไงคงหมดไปนะครับ ของแท้จริงๆเนี่ยหายากลำบากแสนเข็นแถมราคาก็อยู่ในเรื่องที่จับต้องลำบาก ทีนี้ผมว่าเราควรจะมาดูแบบนี้ดีกว่าว่าที่เราจะซื้อเนี่ยเราจะทำยังไงไม่ให้ไปหลงเชื่อคนขายบางคนที่มาบอกเราว่าเป็นของแท้ของเก่าของโบราณ อายุหลายพันปี อันนี้สิน่าคิด 00276_1.jpg

รูปที่เห็นนี้ผมไปเอามาจากคุณ Johny24 จากเวปบอร์ด Dzi แห่งนึง ขอให้เครดิตไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ เค้าได้เขียนไว้ว่าทั้งหมดนี้ราคาที่สูงที่สุดคือ 350 บาท เริ่มตั้งแต่เม็ดละ 20 บาท รูปนี้ได้ถ่ายจากสำเพ็งครับ จะเห็นว่ามีทั้งแบบเก่าแบบใหม่ที่เก่านี่ก็ไม่ใช่เก่าจริงนะครับ เป็นการเก่าทีทำขึ้นมาทั้งนั้น เคยได้อ่านบทความ (เครดิต คุณ ภ.ธนารักษ์) และสอบถามจากท่านผู้รู้  ก็ได้ใจความว่า นำลูกปัดมาเข้าเตาอบเผาให้ร้อน แล้วก็เอาไปแช่ในน้ำเย็น แค่นั้นก็แตกลายงาแล้วครับ ส่วนจะให้มันด้านๆ ท่านก็บอกไว้ว่าเอาเครื่องพ่นทรายมาพ่นเดี๋ยวก็ด้าน ส่วนอยากให้พรุนๆ เหมือนเพื่อนที่มาอ่านในนี้ท่านนึงบอกผมว่าหินเค้าแช่น้ำแล้วมีฟองอากาศ อันนั้นไม่ยากครับ เค้าเอากรดกัดเอาครับ แม้กระทั่งเม็ดนี้ที่ให้ดูนี่เพื่อนๆคงคิดว่าเป็นของเก่า แต่ก็ไม่ใช่อีกครับเป็นการทำให้เก่า เจ้าของร้านที่ผมไปขอความรู้เค้าอยู่เรื่อย ได้ช่วยชี้แนะทางสว่างผมว่าคนทำอยู่ในประเทศจีนครับ ดูเก่าดีนะครับแต่เป็นงานทำให้เก่าครับ ราคาก็แค่หลักพันครับอันนี้ถือว่าเป็นงานที่ดีแล้วนะครับจากจีน  9eyeddl.jpgแบบนี้แหละที่ผมเกือบเสียเงินไปสามหมื่นเก้า แต่อันนี้ดูไม่ยากหรอกครับ ดูตรงรูจะเห็นเป็นสีแดงๆเหมือนสีโป๊ว มีเกือบทุกแม็ดแหละครับ คือจะไม่เนียนตลอดไม่รู้เป็นอะไรเหมือนกัน อีกส่วนนึงที่น่าสนใจในการเลือกหินทิเบตก็คือลายครับ ลายที่แปลกๆก็ขอให้หยุดคิดซักนึด จะได้ไม่เป็นเหมือนผม ซื้อลายไฉ่ซิ่งเอี๊ย มาใส่ พอตอนนี้มานั่งคิด ซื้อมาได้ไงนะ ชื่อก็จีนจ๋าขนาดนั้น ทิเบตจะมีได้ไง คือจริงๆลายนี้ไม่มีปรากฏในแบบโบราณนะครับ คงเป็นลายคนจีนคิด หรือลายที่ยอดนิยม ลายตะขอเกี่ยวทรัพย์ อันนี้ก็ไม่มีเหมือนกันนะครับ เป็นลายใหม่ ลายค้างคาวก็ด้วย เดี๋ยวนี้มีขนาดลายปี่เซี๊ยะ ชักจะเริ่มเละเทะแล้วเรื่องลายเนี่ย ผมได้ซื้อหนังสือหินทิเบตที่เขียนโดยคนไทยมาอ่านอยู่สองสามเล่ม โหคุณตอนแรกๆก็คิดว่าเอาล่ะได้มีข้อมูลกะเค้าซะที พอตอนนี้หมดไปเยอะแล้วแถมได้หนังสือที่น่าเชื่อถือมาจากต่างประเทศ อ่านข้อมูลจาก Internet ตามเวปต่างประเทศ บวกกับความกรุณาของเจ้าของร้านที่ขายผมแบบตรงไปตรงมาและให้ความรู้ผมเสมอ ผมแทบจะบอกได้เลยว่าหนังสือที่ผมซื้อมาของคนไทยเนี่ยข้อมูลไม่รู้เอามาจากไหนกัน ลายก็มีลายแปลกๆตามท้องตลาดด้วย บางเล่มผมเจอลาย sky and earth พอดูภาษาไทยอ้อลาย ฟ้า-ดิน โหผมอ่านเวปจากเมืองนอกไม่รู้กี่เวป หนังสือจากต่างประเทศ ก็เขียนเหมือนกัน คือ Heaven and Earth นี่เล่นเขียนกันแบบแปลตรงๆเลยเหรอเนี่ย อีกลายนึงที่ผมแปลกใจคือหินลาย Dorje Motif ซึ่งเป็นรูป วัชระ ในหนังสือและเวปจากต่างประเทศเค้าใช้คำว่า Vajra ซึ่งมาจากภาษาสันสกฤต แต่หนังสือไทยเขียนว่า Watchara ไม่ทราบผู้เขียนอยู่แถวๆซอยวัชรพลหรืออย่างไรไม่ทราบ ข้อมูลหลายๆเรื่องจากหนังสือของคนไทยไม่เห็นเหมือนที่ผมได้อ่านหรือได้รับรู้มาเลย ผมพยายามพลิกหาแหล่งข้อมูลอ้างอิงที่ใช้ในการเขียนก็ไม่มี ผมเลยสรุปให้เลยว่าผู้เขียนคงเอาข้อมูลจากท้องตลาดหรือจากจีนมาเขียนคงเป็นได้ ผมอยากให้หนังสือเกี่ยวกับหินทิเบตที่พิมพ์ออกจำหน่อย มีการอธิบายให้ผู้อ่านมือใหม่อย่างผมหรือหลายๆคน ได้รับทราบถึงข้อเท็จจริงเหล่านี้บ้าง ไม่ใช่อ่านหนังสือแล้วงงหนักเข้าไปอีก ไม่รู้จะเชื่อใครดี น่าจะให้ความรู้ที่มาที่ไปประวัติความเป็นมากันแบบเป็นเรื่องเป็นราว ลวดลายที่แท้จริงลายที่ทำขึ้นมาใหม่แยกให้ชัดเจน  คือขอให้ได้ความสบายใจในการซื้อมั่งว่าเรากำลังซื้อของเลียนแบบอยู่ เพราะฉนั้นราคาก็น่าจะเป็นราคาที่เป็นจริงไม่ใช่ราคาแบบเว่อร์ๆ พอพูดถึงราคาก็อดไม่ได้ที่จะบ่นให้ฟังว่าจริงๆแล้วราคาเป็นเรื่องของการพอใจของผู้ซื้อและผู้ขาย ที่ผมจ่ายไปเค้าก็ไม่ได้มาเปิดกระเป๋าสตางค์ผมแล้วหยิบเงินไปเองซักหน่อย ผมเป็นคนส่งให้เค้าเอง จะว่าคนขายก็ไม่ถูกเหมือนกันเนอะ แต่ที่ผมติดใจอยู่นิดๆและอยากให้เป็นประสบการณ์ให้คุณๆไว้เตือนใจ คือเรื่องวิธีขายนี่แหละครับ แต่ก่อนผมซื้อหินทิเบตเนี่ย ผมได้ฟังเรื่องอภินิหาร ความมหัศจรรย์ ใส่แล้วเฮง อะไรประมาณนี้ ข้อนี้เลยครับเป็นตัวเรียกราคาที่ผมโดนมา คือพอเป็นหินที่มหัศจรรย์ ใส่แล้วจะดีอย่างโน้นอย่างนี้ มันก็เริ่มมีราคาใช่มั๊ยครับ ทีนี้พอมันเก่าอีกเก่าเป็นพันๆปี โอ้วยิ่งมีราคามากขึ้นไปอีก แล้วทีนี้ก็จะมีการปลุกเสกมาแล้ว หรือรับมาจากมือลามะโดยตรง อันนี้ยิ่งมีราคาสุดๆ คิดดูสิครับ หินที่จริงๆไม่กี่สตางค์กลับมีราคามากขึ้นเป็นทวีคูณ เพราะความมหัศจรรย์นี่เอง ตอนที่ผมไปซื้อของที่ร้านที่เจ้าของร้านให้ความรู้ผมจนถึงบางอ้อเนี่ย ผมแทบจะเอาหินจีนไปทิ้งเพราะความแค้น แต่เค้าก็บอกผมว่าอย่าไปคิดมาก ลองคิดว่าเราซื้อมาเพราะลายบนหินสิ อย่าไปคิดถึงเนื้อหิน ลายบนหินเปรียบเสมือนมนตราหรือยันต์ของไทยเนี่ยแหละนะครับ เอาอะไรมาเขียนยันต์อย่างน้อยเขียนมาถูกก็มีดีอยู่บ้างแหละ ผมก็เลยเก็บของที่ผมซื้อแรกๆไว้จนทุกวันนี้ เมื่อกี๊พูดถึงหินเก่าเป็นพันปี มีอะไรที่น่าขำมาเล่าให้ฟังครับ ตอนผมไปซื้อหินกับร้านที่ผมซื้ออยู่ประจำตอนนี้ ผมก็เคยบอกเค้าว่าหินผมที่เคยซื้อมาเนี่ย คนขายบอกผมว่าเป็นพันปีเลยนะ เค้าตอบผมว่าไงรู้มั๊ยครับ เค้าบอกเอาหินผมไปเช็คสิ รับรองหลายพันปีเลย บางก้อนคงเป็นล้านปี อ่ะผมงี้อึ้งเลย นึกในใจเออเนอะสงสัยคนขายคนเก่าผมเค้านับอายุหินมาขายผมอ่ะ ไม่ได้นับตั้งแต่ตอนที่เขียนลวดลายลงไป จริงๆเค้าก็ไม่ได้โกหกผมนะ ผมอ่ะแปลผิดเอง ยังมีเรื่องอีกมากมายมาเล่าให้ฟังเป็นเกร็ดความรู้เล็กๆน้อยๆครับ ผมก็ไม่ได้รู้มากนะครับ แต่อาศัยหาข้อมูลเยอะครับ ก่อนจบวันนี้ทิ้งท้ายกันซักหน่อย คงเคยเห็นใช่มั๊ยครับหลายๆบทความพูดถึงหินทิเบตมีสนามแม่เหล็กแล้วก็วัดมาได้เท่าไหร่นะผมจำไม่ได้แน่นอน 17 วัตต์ (Watt) The watt (symbol: W) is the SI derived unit of power, equal to one joule per second. A human being climbing a flight of stairs is doing work at the rate of about 200 watts; a highly-trained athlete can work at up to approximately 2000 watts for brief periods. An automobile engine produces 25 000 watts (approximately 30 horsepower) while cruising. A typical household incandescent lightbulb uses 40 to 100 watts. หรือไงเนี่ย ผมจำได้ว่าสมัยเรียนหนังสือเนี่ย หน่วยวัดสนามแม่เหล็กมีหน่วยเป็น Gauss ครับ ผมเอาคำแปลคร่าวๆมาให้ดูจาก Wikipedia นะครับ ( Gauss (unit), the cgs unit of magnetic flux density or magnetic induction)  อิอิ วันนี้เล่าแค่นี้ก่อนดีกว่า เดี๋ยวจะมาเล่าให้ฟังเรื่องหินทิเบตที่ทำใหม่และทำจากจีนให้ฟังอีกที ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกพอสมควร แต่ผมคิดว่าวันนี้คุณดูหินเป็นแล้วใช่มั๊ยครับ ว่าหินที่คุณหาซื้ออยู่ตอนนี้ แทบจะไม่มีของโบราณหรือถ้ามีก็คงต้องแลกกันพอสมควรเลย แต่ไว้ผมจะมายกตัวอย่างการดูหินโบราณให้อ่านอีกที วันนี้ไปนอนก่อนละครับ พรุ่งนี้ทำงานเช้าครับผม

aoae @ 2:37 am
Filed under: Blogroll and Dzi Beads หินทิเบต
Dzi Beads (หินซีบีดส์ หรือ หินทิเบต) ภาค4

Posted on Saturday 9 December 2006

85_12.jpgดีใจจังมี 4 ภาคแล้วเดี๋ยวเขียนไปเขียนมาคงมีหลายๆภาคเหมือนสตาร์วอร์ มีเพื่อนๆเขียน comment มาว่าเห็นหินทิเบตแล้วโดนดึงดูด แต่ยังดูไม่เป็น ผมก็ไม่ได้เขียน blog นี้เพื่อสอนดูหินทิเบตนะครับ เพราะผมเองก็ไม่ใช่มืออาชีพด้านนี้ เขียนเพื่อเล่าเรื่องต่างๆที่เจอมาให้อ่านมากกว่า แต่ถ้าอ่านไปเรื่อยๆ ผมคิดว่าคุณคงดูหินทิเบตได้ในระดับนึงครับ

มาเข้าเรื่องต่อกันดีกว่า จากที่ผมเป็นลูกค้าร้านที่พระราม 3 เป็นประจำ คนขายก็มีของมาให้เรื่อยๆแหละครับ มีอยู่วันเค้าเอาหินลักษณะแบบรูปข้างๆมาให้ดู รูปนี่เอาของคนอื่นเค้ามาเหมือนเคยนะครับ ไม่ต้องคิดมาก แต่เนื้อหินที่เค้าเอามาให้ดูเป็นลักษณะนี้ครับ แต่เป็นหิน 9 ตา ลายสวยเลยล่ะครับ ผมเห็นก็รู้สึกว่ามันเก่าเหลือหลายเลยแบบเนี้ย แตกลายงาเป็นเส้นๆเลย เส้นแดงๆที่เห็นเนี่ยภาษาอังกฤษเค้าใช้คำว่า Dragon line คนไทยที่เล่นหินทิเบตมักใช้คำว่าเส้นเลือดมังกรครับ ถ้าเราดูโดยผิวเผินหินลักษณะนี้ดูน่าสนใจมากนะ เพราะมันเป็นสีแดงที่สวย และลายก็สวยด้วย เม็ดที่เค้าเอามาให้ผมดูราคาที่เค้าเปิดมาสามหมื่นเก้าครับ ผมก็อยากได้อ่ะนะ แต่แบบราคามันอึ้งๆอยู่ เพราะผมว่ามันมีอะไรแปลกๆนิดนึง คือตอนซื้อหินผมชอบเอากล้องแบบที่เค้าส่องพระมาส่องเสมอ ผมสังเกตุเอาเองว่าหินที่เก่าขนาดนี้ทำไมเนื้อผิวมันถึงเนียนนักหนา เจ้าของร้านเค้าก็บอกหินเป็นพันปีแล้ว ก็มาคิดๆดูเป็นพันปีเนื้องี้เรียบเชียวชักแปลกๆ วันนั้นก็ได้แต่แสดงความอยากได้ แต่ไม่ได้ซื้อครับ กลับบ้านมาก็หงุดหงิดอยากได้อยู่หลายวันเลย ลังเลอยู่ว่าจะเอาดีหรือไม่ดี สัปดาห์ต่อไปก็ไปใหม่ เค้าก็บอกขายไม่ได้แล้วเม็ดนี้ มีคนมาจองแล้วเป็นดาราชื่อดัง ให้ราคาดีด้วยขายได้เกือบแสน อืมๆ ผมก็คิดในใจเออดีแล้วไม่เสียสตางค์ ก็ดูเม็ดอื่นไปตามเรื่องตามราว แต่ก็อดไปลูบๆคลำๆเม็ดนั้นก่อนกลับไม่ได้ ตอนนั้นด้วยอารมณ์เสียดายแหมของเป็นแสน เค้าขายให้เราสามสี่หมื่นดันไม่ซื้อ พอจะกลับบ้านเจ้าของร้านมาถามผมว่าเม็ดนั้นจะเอามั๊ย ถ้าเอาจะขายให้ราคาเดิม ผมก็รู้สึกแปลกๆคิดในใจ มีที่ไหนกันขายได้เป็นแสนไม่ขายจะมาขายสามหมื่นเก้า คงมีอะไรผิดปกติแน่ ก็เลยบอกเค้าไปว่าไม่เอาครับ ไม่เป็นไรคงไม่ใช่ของๆผมหรอก หินเค้าคงเลือกเจ้าของเค้าไว้แล้ว เจ้าของร้านก็ยังคะยั้นคะยอต่อ แต่พอดีผมต้องรีบกลับก็เลยไม่ได้พูดกันต่อก็กลับมาทำธุระของผมไม่ได้ไปติดใจอะไรมากมาย คิดแต่เออดีเนอะประหยัดไปหลายหมื่น ซึ่งจริงๆวันนี้ถ้าเค้าไม่บอกว่าขายได้แล้วเป็นแสน แล้วจะขายผม ผมก็คิดจะไปซื้อจริงๆนะนั่น  (โชคดีของผม) พอวันเสาร์ถัดมาก็เหมือนเดิมครับ ส่งลูกเรียนเสร็จ ระหว่างรอก็ไปเดินร้านหินตามเดิม ปล่อยแฟนไปเดินเล่นตามสบาย แฟนผมงี้คงดีใจ ไม่มีผมไปเดินเกะกะ อยู่เป็นที่เป็นทาง ฮ่าๆ เข้าไปในร้านได้ซักพัก เจ้าของร้านเอาหินมาให้ดูใหม่ เนื้อแบบหินแดงเม็ดนั้นเลย แต่ไม่สวยเท่า คือลายเส้นแดงๆ หรือ เส้นเลือดมังกรเนี่ย มันน้อยกว่า เอามาให้เลือก 4 เม็ด ผมก็ดูๆไปเรื่อยๆ ทีนี้ก็สังเกตุเห็นอะไรแปลกๆ ลองดูรูปประกอบนะครับ 25_12.jpgตรงด้านบนของหินที่เป็นรูอ่ะครับ มันจะมีรอยแดงๆเป็นปื้นเลย แล้วก็คนละสีกะหิน คือไม่ใช่เนื้อหินแน่นอน ดูแล้วเหมือนรอยสีโป๊ว อ่ะครับแดงๆ ผมก็คิดในใจว่าทำไมหินมันเหมือนมีการซ่อมมาหว่า พอดีมันอยู่ตรงรูพอดีเลยเห็นว่ามันเป็นชั้นสีอยู่บนชั้นหินอีกที เม็ดที่เค้ามาให้เลือกคราวนี้เค้าบอกหมื่นเก้า ราคาถูกกว่าเพราะอายุมันน้อยกว่า มันใหม่กว่าก้อนนั้นแต่ก็เป็นพันปี ผมก็ได้แต่คิดในใจว่ามีอะไรแปลกๆแน่นอน ก็เลยไม่ได้เลือกซื้อเม็ดใหญ่ แต่ไปซื้อเม็ดเล็กๆ แบบด้านข้างๆเนี่ย มาสองเม็ดๆละ สามพันห้า  เม็ดใหญ่ก็ดูอย่างเดียวครับ แต่ดูแบบละเอียดยิบเลย จะว่าดูจับผิดเลยก็ว่าได้ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรเก็บไว้ในใจก่อน กลับมาจากร้านวันนั้น ผมใช้เวลา 1 อาทิตย์ เพื่อพิสูจน์อะไรบางอย่างที่ผมคิด แล้วผมก็รู้ว่าผมคิดถูก คิดออกมั๊ยครับว่าเรื่องอะไร  ผมบอกให้ดีกว่าคุณจะคิดออกได้ไงว่าผมคิดอะไร ผมคิดว่าหินทิเบตที่ผมซื้อมาเนี่ย มันแปลกๆอยู่อย่างตรงที่มันมีขายเป็นล๊อตๆครับ คือผมหมายความว่า จากครั้งที่แล้วผมชอบหินที่เป็นลายนูนต่ำ เจอที่เสรีก่อน พอมาเดินที่พระราม 3 ก็เจอเหมือนกัน เอ๊ะทีนี้หินสีแดงมีลายเส้นเลือดมังกรเนี่ย ถ้ามันมีที่พระราม 3 แล้วมันจะมีที่อื่นอีกมั๊ยนะ 1 อาทิตย์ครับกับการไปสืบเสาะ วันไหนงานยุ่งก็ทำงาน วันไหนงานน้อยก็ไปเดินตามห้างที่มีร้านขายหิน หรือตามสถานที่อื่นๆที่เค้าว่ามีขายหินทิเบตดังๆกัน ปรากฏว่าเป็นไปตามที่คิดครับ ผมหาหินแบบนั้นเจออีกที่ร้านอื่นๆ มากกว่า 3 ร้านขึ้นไป แต่ละร้านก็ราคาแตกต่างกันไป ราคาต่ำสุดที่ผมเจอในหินแบบเดียวกัน คือ 9 ตาและค่อนข้างสวยคือแปดพันบาทครับ (ราคายังไม่ได้ลดนะเจ้าของร้านบอกลดได้อีก) ผมเลยถึงบางอ้อ ว่าโดนอีกแล้ว แต่เที่ยวนี้ที่ตระเวณก็ได้ข้อมูลมาเยอะ ไว้จะค่อยๆเขียนให้อ่านแล้วกันนะครับ

พอเกิดเหตุการณ์นี้คราวนี้ผมเลยหาข้อมูลอย่างเดียวเลย อ่านเวปไม่ว่าภาษาไทย-อังกฤษ ภาษาอื่นไม่อ่านนะอ่านไม่ออก อ่านเยอะมากครับ แล้วก็เอาแต่ละเรื่องมารวมๆกัน หาไปเรื่อยๆจนเจออีกร้านนึงเป็นของคนไทยนี่แหละ จริงๆผมได้โทรไปคุยกับเจ้าของร้านหลายร้านนะ แต่ไม่ผ่านเสปคคือเค้าตอบผมไม่ค่อยได้ใจความเท่าไหร่เป็นลักษณะการค้ามากเกินไปผมก็ไม่ได้สนใจ มีอยู่ร้านนึงน่าสนใจ ก็นัดเข้าไปคุย ขอไม่บอกชื่อร้านและสถานที่นะครับ เพราะผมยังซื้อของร้านนี้อยู่ทุกวันนี้เดี๋ยวจะกลายเป็นโฆษณาเพื่อช่วยร้านเค้าแล้วไปโจมตีร้านอื่น มันจะไม่ดี ไม่ต้องบอกเค้าก็ขายของเค้าได้อยู่แล้วอิอิ ผมได้เข้าไปพบเจ้าของร้านๆนี้และได้พูดคุยกันอยู่หลายชั่วโมงพร้อมกับได้หินทิเบตเม็ดแรกในชีวิต (หลังจากที่มีหินเป็นกระจาดพึ่งจะได้เม็ดแรกตอนนี้เอง คุณคงสงสัยล่ะสิ อ่านต่อไปอีกสักนิดครับ) จากตอนแรกเลยที่เข้าไปในร้าน ผมพบหินแดงเลือดมังกร แหมร้านนี้มีเยอะครับ เม็ดใหญ่เม็ดเล็ก มีหลายลาย ทำเป็นกำไลก็มี ถามราคาก็หลายพันอยู่ครับแต่ไม่ถึงหมื่น มีลดได้อีก ส่วนเม็ดเล็กที่ผมซื้อมาสามพันห้าที่นี่เค้าขายเม็ดละพันเองอ่ะ ยังไม่ได้ลดราคานะ คิดแล้วแทบจะเป็นลม ก็เลยคุยไปถามราคาไปเรื่อยๆ เทียบกับที่เคยซื้อมา ที่นี่ถูกกว่าทุกที่ ทีนี้คุยกันเรื่องดูหินเค้าก็เอาหินมาให้ดูชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นหินทิเบต โดยคุณก็จะมีคำถามเหมือนผมอีก ว่าแล้วจะรู้ได้ไงว่ามันหินทิเบตจริงหรือเปล่า คราวนี้ไม่ยากครับ เค้าให้ผมดูหนังสือเล่มนึง ชื่อ (The Gzi Beads of Tibet by Lin, Tang-Kwang, 2001) ถ้าอยากจะเล่นหินทิเบตเป็นเรื่องเป็นราวลองไปหาซื้อดูครับ แล้วคุณจะเข้าใจอะไรขึ้นอีกเยอะเหมือนผม รูปที่ผมลงต่อไปนี้เป็นรูปที่ถ่ายมาจากหนังสืออีกที ผมไม่ได้เป็นคนถ่ายหรอกนะ เจ้าของร้านเค้าถ่ายไว้ผมไปเอารูปเค้ามาครับ9eyespecialwithred2.jpg คุณคงงงๆว่านี่มันอะไรหว่า หินที่เห็นนี้เป็นหินเก่าเป็นร้อยเป็นพันปีครับ เรียกลายว่าลายเก้าตาวัชระ เป็นลายเก้าตาอีกประเภทนึง หินก้อนนี้อยู่ในพิพิธภัณฑ์ครับ และในหนังสือเล่มนี้ก็มีรูปหินอีกเยอะครับ และส่วนใหญ่ก็จะเขียนไว้ว่าอยู่ใน Museum ครับ คือว่าง่ายๆเค้าเก็บหมดแหละครับ มีน้อยมากที่จะเป็นของคนธรรมดา ตอนนี้เราเริ่มตีวงแคบๆได้แล้วนะครับว่าหินเก่าจริงมันไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์ซะเป็นส่วนใหญ่ครับ จะมาหาได้ตามร้านเนี่ยก็มีนะครับ ไม่ใช่ไม่มี แต่ราคาเม็ดนึงก็เป็นแสนครับ จนถึงเป็นหลักล้านและหลายล้านบาท ที่ผมได้เคยเห็นของเจ้าของร้านเค้าเป็นหินสองตาเม็ดเล็ก เค้าไม่ได้ขายหรอกนะครับแต่เอาไว้ให้ลูกค้าดูเปรียบเทียบ ก็เคยถามเค้าว่าถ้าจะขายนี่ขายเท่าไหร่เค้าก็ตอบง่ายๆคงต้องขายแสนกว่าแหละครับ เรามาเข้าเรื่องกันต่อดีกว่า สังเกตุดีๆนะครับ หินเก่าเป็นพันปี ไม่มีแตกลายงาครับ ผมดูหนังสือทั้งเล่มรวมถึงหินเก่าจริงๆของเจ้าของร้าน ไม่พบว่ามีหินที่แตกลายงาแม้แต่เม็ดเดียวครับ ตอนนี้คุณๆคงสงสัยไปพลิกหินตัวเองดูกันใหญ่ เจ้าของร้านเค้าก็สอนให้ผมดูหินทิเบตว่าหินทิเบตจริงๆเนื้อหินมันเป็นเอกลักษณ์ของมันเลยครับ ผมจะเอารูปเนื้อหินให้คุณดูก่อน 1-2eyedfine.jpgเนื้อหินที่เห็นนี้คือเนื้อหินทิเบตจริงๆครับ จะสังเกตุเห็นว่าเนื้อจะเนียนครับ ผมจะยังไม่เน้นเรื่องหินทิเบตตอนนี้นะครับ เอาเรื่องหินที่ผ่านๆมาก่อนดีกว่าว่าแต่ก่อนที่ผมซื้อนั้นผมได้หินอะไรมากันแน่ จากการพูดคุยกับเจ้าของร้านซึ่งได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับผมมาก ได้กรุณาอธิบายให้ผมฟังว่า หินทิเบตที่ขายอยู่ในตอนนี้ถ้าจะแบ่งง่ายๆก่อนเลยโดยการแยกพวก จะได้ง่ายๆเลย คือหินทิเบตที่ทำมาจากทิเบต และใช้เนื้อหินเดียวกันกับหินเก่าสมัยโบราณ และอีกพวกคือหินทิเบตที่ทำมาจากประเทศจีนและใต้หวัน โดยใช้เนื้อหินที่มาจากไหนไม่ทราบ หรือบางก้อนก็ใช้เรซิ่นหล่อ เอาและทำการลงลวดลาย ตอนนี้ขอผมถ่ายทอดสิ่งที่ผมได้รับฟังมานะครับ เจ้าของร้านหลังจากแจ้งให้ผมได้ทราบถึงแหล่งที่มาของหินว่ามากจากจีนและใต้หวันแล้ว ก็ยังได้กรุณาอธิบายให้ฟังว่า ในหนังสือที่ได้เขียนถึงไว้ด้านบนและจากแหล่งข้อมูลอื่นๆเท่าที่ค้นคว้าได้ มีหินทิเบตประเภท eye pattern หรือแบบมีลายเป็นตา สูงสุดที่เห็นมีแค่ 12 ตา ลายที่นอกเหนือจากนั้นไม่มีปรากฎในหนังสือให้อ้างอิง อาจจะเป็นได้ว่ามีการเพิ่มเติมทีหลังจากทางจีนก็เป็นได้  (อันนี้ผมก็ไม่แน่ใจนะครับ แต่ที่แน่ใจคือในหนังสือเล่มนั้นผมหาลายเกิน 12 ตาไม่เจอแน่ๆ)  และถ้าพูดถึงลายหินแล้วเค้าได้อธิบายว่าแต่ละลายมันจะมีรูปแบบของมันอยู่เช่น ลายสองตาถ้าเขียนบนหินก้อนเล็ก ด้านบนจะมีขีด 2 เส้น พอเขียนลงบนหินก้อนใหญ่ ด้านบนจะมีขีด 3 เส้น และไม่ปรากฏว่ามีการเขียนสลับกันโดยการเอาหินก้อนใหญ่มาเขียนแล้วมีขีด 2 เส้น หรือเอาก้อนเล็กมาเขียนแล้วมีขีด 3 เส้น ส่วนลายอื่นๆ นั้นบางลายก็สรุปไม่ได้เช่นกัน เช่น ลายเจ้าแม่กวนอิม ซึ่งไม่ปรากฏในหนังสือเช่นกัน และตามที่เค้าได้อธิบายมาว่าทางทิเบตนับถือเจ้าแม่กวนอิมเช่นกันแต่เป็นปางพันกรหรือเจ้าแม่กวนอิมพันมือนั่นแหละครับ แต่ถ้าใครเคยเห็นหินทิเบตที่ขายกันทั่วไปจะเห็นว่าเป็นลายเจ้าแม่กวนอิมถือคนโทน้ำซึ่งเป็นเจ้าแม่กวนอิมของทางจีน จึงสันนิษฐานว่าลายนี้คงมาจากจีนทำเพิ่มเติมเช่นกัน หรือลายมังกรก็เช่นกัน ทางทิเบตไม่ได้นับถือมังกรเหมือนทางจีนจึงไม่สามารถอ้างอิงถึงลายมังกรได้ว่าที่มาเป็นอย่างไร แต่ไม่ปรากฏในหนังสือเช่นกัน และแม้แต่ลายยอดฮิตที่ทุกคนมักจะหา คือ 9 ตากระดองเต่า หรือหกตากระดองเต่าก็แล้วแต่ ในหนังสือมีการโชว์รูปลายกระดองเต่าไว้ชัดเจน แต่ไม่มีการนำลาย 9 ตามาใส่ไว้ในกระดองเท่าอีกที คือจะเป็น 9 ตาสวัสดิกะหรือบางคนเรียก 9 ตาขั้นบันได  ก็เป็นแค่นั้นไม่ได้มีการลงรูปถ่ายใดๆซึ่งปรากฏว่าได้นำลายมารวมกัน หรือพูดง่ายๆจะมีแต่กระดองเต่าเท่านั้น ไม่มีตารวมไปด้วย เค้าบอกว่าในหนังสือเล่มดังกล่าวก็ได้รวบรวมลายทั้งหมดของหินทิเบตไว้หมดแล้ว ลายที่ไม่ปรากฏอาจจะเป็นได้ว่าผู้เขียนหนังสืออาจจะหารวบรวมมาได้ไม่หมดก็เป็นได้ แต่หินทิเบตที่มีการทำใหม่จากทิเบตโดยตรงในยุคนี้ก็ไม่ปรากฏว่ามีลายที่นอกเหนือจากหนังสือดังกล่าวเลย และการใส่หินตามปีเกิดนั้นก็ได้ความว่าไม่เคยมีการใส่หินตามปีเกิดในประเทศอื่นๆ มีแต่ประเทศไทยที่นำหินทิเบตมาผูกพันกับปีเกิด นัยว่าคงจะช่วยในการขาย ผมได้เคยอ่านหนังสือ ของคุณราช รามัญ เรื่องหินทิเบต ก็มีอยู่บทความนึงที่คุณราช รามัญ กล่าวถึงการใส่หินตามปีเกิดว่ามีแต่ในประเทศไทยเท่านั้น และคุณราช รามัญ ได้เปรียบเทียบไว้ว่าหินทิเบตก็เป็นเครื่องรางของขลังชนิดหนึ่ง ถ้าต้องใส่หินทิเบตตามราศีเกิดแล้ว การใส่พระที่เราห้อยคอก็คงจะต้องทำแบบเดียวกัน เช่น เกิดปีมะโรง ต้องใส่หลวงปู่ทวด เกิดปีขาล ต้องใส่หลวงพ่อคูณ หรืออย่างไร ซึ่งผมก็เห็นว่าเป็นความคิดที่น่าจะนำมาพิจารณากันดูจึงได้คัดลอกมาให้อ่านเผื่อจะเป็นประโยชน์แก่คุณผู้อ่านทั้งหลาย วันนี้ขอพักแค่นี้ก่อนดีกว่านะครับ คราวหน้าจะมาเล่าต่อให้ฟังถึงเรื่องหินทิเบตเก่าและหินทิเบตใหม่ และหินจีน (ผมขอเรียกหินที่ทำมาจากประเทศจีนและประเทศใต้หวันหรือแหล่งอื่นที่ไม่ใช่ทิเบต เรียกรวมกันว่าหินจีนนะครับ เพื่อไม่เกิดการสับสนและง่ายต่อการพิมพ์)

aoae @ 2:30 am
Filed under: Blogroll and Dzi Beads หินทิเบต
Dzi Beads (หินซีบีดส์ หรือ หินทิเบต) ภาค3

Posted on Wednesday 6 December 2006

มาเล่ากันต่อครับ กับเรื่องหินทิเบต หรือ Dzi Beads จริงๆเค้ามีอีกชื่อนะ เรียก Gzi Beads แต่ก่อนเค้าใช้ตัว G แต่ตอนนี้เปลี่ยนเป็นตัว D ถ้าเจอที่ไหนก็ขอให้เข้าใจว่าเป็นอันเดียวกันนะครับ เมื่อวานนี้เล่าถึงตอนที่จะเปลี่ยนที่เดินเล่น คือก่อนจะเปลี่ยนที่เดินเล่นเนี่ย พอดีร้านที่เสรี เค้ามีหินนำเข้ามาใหม่ แต่เค้าบอกว่าหินเก่า ลักษณะหินจะเป็นแบบรูปที่ให้ดูนะครับ 6eye.jpgแบบเนี้ยแหละแต่ไม่ใช่อันนี้นะ อันนี้ไปขโมยรูปเค้ามา เค้าบอกว่าเป็นหินเก่ามาก ร้อยมาเป็นสร้อยคอเสร็จเลย มีเม็ดเล็กๆประกอบมาด้วย เช่นพวก หินหมอยา หรือหินสามตาเม็ดเล็ก แต่เป็นงานประมาณนี้หมด เม็ดใหญ่เนี่ยจะเป็นงานนูนต่ำ คือส่วนที่เป็นลายจะนูนๆขึ้นมาเล็กน้อย เค้าจะขายผมสามหมื่นห้าแน่ะ ผมก็เล็งๆส่องไปส่องมาก็รู้สึกแปลกๆ ว่าทำไมหินเก่าเนี่ย มันเหมือนพวกเครื่องเคลือบของจีนเลย คือประมาณว่าส่วนที่เป็นสีพื้นเนี่ยจะมันวาวเงาเหมือนกระเบื้องเคลือบนั่นแหละ แล้วส่วนที่เป็นลายก็แตกลายงาด้วยนะ ผมดูไปดูมาก็ยังงงๆ มันทำได้ไงหว่า แตกลายงาแต่เหมือนพวกเครื่องกระเบื้องของจีนสมัยก่อน ก็รู้สึกแปลกๆ ก็เลยหยุดไว้ก่อนยังไม่ซื้อทั้งที่ความอยากมีเต็มเปี่ยม แหมตั้งสามหมื่นห้ามันก็ต้องขอคิดกันหน่อยแหละ

และแล้วโชคก็เข้าข้าง (ความจริงมันเป็นโชคร้ายต่างหาก) วันเสาร์ถัดมาผมก็ไปส่งลูกเรียนพิเศษที่ Central พระราม 3 ที่นี่ก็มีร้านขายหินทิเบตอย่างที่บอกแหละครับ จากที่ไม่เคยไปถามราคาเค้าได้แต่ดูๆเพราะมั่นใจว่าร้านเก่าตัวเองเนี่ยชัวร์ ไม่มั่วนิ่ม ก็เอาซะหน่อย ตั้งใจไปเดินดูเลย พอไปหน้าร้านก็เห็นเอ๊ะอะไรแว๊บๆ เค้ามีหินแบบคล้ายๆกระเบื้องเคลือบที่ผมเพิ่งเจอมาด้วย อ่ะๆเอาซะหน่อยไปถามราคา เค้าบอกห้าพันห้าร้อยบาท โหในใจเริ่มคำนวณทันทีว่ามันถูก มองไปอีกเหลือบไปเห็นสร้อยลักษณะเดียวกัน โอ้วๆมีครบวุ้ยแต่แบบแยกร่าง ถามสร้อยไปอีกเส้นราคาหกพัน โอ้วๆรวมกันแล้วแค่หมื่นหนึ่งพันห้าร้อย ถูกกว่าเป็นกอง สมองก็เริ่มแล่นหรือชะรอยเราจะโดนหลอกจากร้านเก่าหว่า ที